กล่องพัสดุแต่ละเบอร์ต่างกันยังไง เลือกให้ถูกของจะไม่พัง

กล่องพัสดุแต่ละเบอร์ต่างกันยังไง เลือกให้ถูกของจะไม่พัง

ในการจัดส่งสินค้า ไม่ว่าจะขายของออนไลน์ ส่งของให้ลูกค้า หรือแม้แต่ส่งของส่วนตัวให้คนรู้จัก การเลือกใช้กล่องพัสดุให้เหมาะสมถือเป็นขั้นตอนที่มองข้ามไม่ได้ เพราะกล่องที่ไม่พอดีอาจทำให้ของเสียหาย ส่งล่าช้า หรือเกิดต้นทุนแฝงโดยไม่รู้ตัว กล่องพัสดุมีเบอร์ หรือรหัสตัวอักษรที่ใช้กำกับเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้กล่องได้ถูกต้อง รวดเร็ว และตรงกับความต้องการมากที่สุด ไม่ต้องเดา ไม่ต้องวัดใหม่ทุกครั้ง และยังช่วยให้มาตรฐานการขนส่งง่ายขึ้นสำหรับทั้งร้านค้า และบริษัทขนส่ง

กล่องพัสดุมีเบอร์เพราะอะไร

ในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะในธุรกิจขายของออนไลน์หรือการส่งพัสดุเป็นประจำ การเลือกกล่องให้พอดีกับสินค้านั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ทั้งในแง่ของความปลอดภัยของสินค้า ความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ และการควบคุมต้นทุน เช่น ค่าขนส่ง และวัสดุห่อหุ้มสินค้า เพื่อให้สามารถเลือกกล่องได้อย่างง่ายดาย และมีมาตรฐานเดียวกัน กล่องพัสดุจึงมีการระบุเบอร์เอาไว้

การแบ่งเบอร์ของกล่องพัสดุ

เบอร์กล่องคือระบบที่ใช้แทนขนาดของกล่องพัสดุเพื่อความสะดวกในการสั่งซื้อ ใช้งาน และจัดเก็บ โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องใช้งานกล่องเป็นจำนวนมาก เช่น ร้านค้าออนไลน์ บริษัทโลจิสติกส์ หรือคลังสินค้า ในประเทศไทย นิยมใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ A–H เป็นตัวแทนของเบอร์กล่อง โดยแต่ละเบอร์จะแทนขนาดกล่องที่มีสัดส่วนต่างกัน และมีลำดับจากเล็กไปใหญ่ เช่น


เบอร์ A

ขนาดประมาณ 14 x 20 x 6 ซม.
เหมาะสำหรับสินค้าชิ้นเล็ก เช่น เครื่องประดับ เมล็ดกาแฟ อะไหล่เล็กๆ อุปกรณ์เสริมมือถือ


เบอร์ B

ขนาดประมาณ 17 x 25 x 9 ซม.
ใช้ส่งสินค้าขนาดพกพา เช่น ลิปสติก สายชาร์จ สมุดโน้ตเล่มเล็ก


เบอร์ C

ขนาดประมาณ 20 x 30 x 11 ซม.
เหมาะสำหรับเสื้อผ้า 1–2 ชิ้น เครื่องสำอาง กล่องของขวัญ หนังสือ


เบอร์ D

ขนาดประมาณ 22 x 35 x 14 ซม.
ใช้สำหรับสินค้าแฟชั่น รองเท้า ขวดน้ำ อุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นเล็ก


เบอร์ E

ขนาดประมาณ 24 x 40 x 17 ซม.
เหมาะกับการส่งของหลายชิ้นรวมกัน หรือสินค้าที่มีขนาดใหญ่ เช่น ตุ๊กตา เครื่องมือช่าง


เบอร์ F, G, H

F ขนาดประมาณ 31 x 36 x 13 ซม.
G ขนาดประมาณ 31 x 36 x 26 ซม.
H ขนาดประมาณ 41 x 45 x 35 ซม.
เหมาะสำหรับส่งของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าที่ต้องการความแข็งแรงของกล่อง

เบอร์กล่องถูกกำหนดตามขนาดของกล่องในหน่วยเซนติเมตร โดยวัดจาก ความกว้าง x ความยาว x ความสูง


ยิ่งเบอร์สูง ยิ่งมีขนาดใหญ่


กล่องพัสดุเบอร์ A จะมีขนาดเล็ก ส่วนเบอร์ H จะใหญ่ที่สุด (ตามมาตรฐานที่ใช้ในไทย) เบอร์ที่สูงกว่า หมายถึงขนาดกล่องที่ใหญ่ขึ้น รองรับสินค้าได้มากขึ้น หรือเหมาะสำหรับสินค้าที่มีความยาว ความกว้าง หรือความสูงมากเป็นพิเศษ เช่น

เบอร์ A–B: สินค้าชิ้นเล็ก อะไหล่ เครื่องประดับ
เบอร์ C–D: เสื้อผ้า กล่องของขวัญ เครื่องใช้ทั่วไป
เบอร์ E–H: ของใช้ในบ้าน ตุ๊กตา เครื่องใช้ไฟฟ้า


มาตรฐานที่นิยมในไทย


กล่องพัสดุที่มีการระบุเบอร์ A ถึง H เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้แพร่หลายในประเทศไทย เพราะช่วยให้การจัดส่ง และการสื่อสารขนาดกล่องมีความสะดวก เช่น

ผู้ขายบอกกับลูกค้าว่า “กล่องเบอร์ C ค่าส่ง 50 บาท”
ร้านขายกล่องสามารถจัดเรียงสินค้าเป็นหมวดหมู่ได้ง่าย
ผู้ส่งรู้ว่าต้องเลือกกล่องไหนที่เหมาะกับของที่มีอยู่ โดยไม่ต้องวัดขนาดทุกครั้ง

มาตรฐานขนาดนี้ยังใช้ร่วมกับบริการขนส่งหลายเจ้า เช่น ไปรษณีย์ไทย, Kerry, Flash Express ฯลฯ ที่คุ้นเคยกับการระบุเบอร์กล่องเช่นนี้อยู่แล้ว ทำให้การคำนวณค่าส่ง และการจัดการระบบโลจิสติกส์เป็นไปอย่างราบรื่น

เลือกกล่องผิด เบอร์ไม่ตรง จะกลายเป็นความเสี่ยง

การเลือกกล่องพัสดุให้พอดีกับสินค้านั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม หรือความเป็นระเบียบ แต่มีผลโดยตรงต่อทั้งความปลอดภัยของสินค้า และต้นทุนในการจัดส่ง หากเลือกกล่องผิดเบอร์ หรือไม่ตรงกับลักษณะของสินค้า อาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ทั้งทางกายภาพ และด้านต้นทุนการขนส่ง


1. กล่องเล็กเกินไป ของเสียหายก่อนถึงมือผู้รับ


หากเลือกกล่องที่เล็กกว่าขนาดสินค้ามากเกินไป อาจปัญหาที่ตามมามีหลายอย่าง

ต้องบีบหรือยัดสินค้าเข้าไป : สินค้าอาจเสียรูป บิดเบี้ยว หรือบอบช้ำโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะถ้าเป็นสินค้าประเภทกล่องกระดาษ เครื่องสำอาง สินค้าห่อฟอยล์ หรือพลาสติกบาง
ฝากล่องปิดไม่สนิท : เมื่อกล่องตึงเกินไป การพับฝา และปิดเทปจะทำได้ยาก หากปิดไม่ดี กล่องอาจเปิดระหว่างทาง ส่งผลให้ของหล่นหายหรือเสียหาย
กล่องปริหรือฉีกขาดง่าย : กล่องที่แน่นเกินไปจะรับแรงดันจากภายใน หากกล่องไม่หนาพอหรือวัสดุไม่แข็งแรงพอ กล่องอาจแตก หรือฉีกออกระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะระหว่างการโยน ย้าย หรือกดทับในรถขนส่ง


2. กล่องใหญ่เกินไป เปลืองทั้งพื้นที่ เปลืองเงิน


ในทางกลับกัน ถ้าเลือกกล่องใหญ่เกินความจำเป็น ก็มีผลเสียเช่นกัน

สินค้าขยับภายในกล่องมากเกินไป : ถ้าในกล่องมีพื้นที่ว่างเหลือเยอะ สินค้าจะเคลื่อนไหวไปมาระหว่างขนส่ง ทำให้เกิดการกระแทกกันเองหรือกระแทกกับผนังกล่อง ส่งผลให้ของแตก ร้าว หรือเกิดรอย
ต้องใช้วัสดุกันกระแทกเพิ่ม : เช่น กระดาษ พลาสติกกันกระแทก (บับเบิล) โฟม หรือถุงลมเพื่อลดการกระแทก ซึ่งเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกชิ้นที่ส่ง
ต้นทุนค่าส่งสูงขึ้น หากขนส่งคิดตามขนาดกล่อง : หลายบริษัทขนส่งไม่ได้คิดราคาตามน้ำหนักจริงของสินค้าเท่านั้น แต่จะใช้น้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight) ในการคำนวณ


3. บางขนส่งคิดราคาตามขนาดกล่อง ไม่ใช่น้ำหนักจริง


สิ่งที่ผู้ส่งหลายคนมักไม่รู้ก็คือ บริษัทขนส่งหลายแห่งใช้สูตรคำนวณค่าน้ำหนักปริมาตร ซึ่งจะคิดราคาตามขนาดกล่อง ไม่ใช่น้ำหนักของสินค้าโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อกล่องมีขนาดใหญ่แต่ของภายในเบามาก เช่น เสื้อผ้า หมอน ตุ๊กตา

วิธีเลือกกล่องให้เหมาะกับสินค้า

วิธีเลือกกล่องให้เหมาะกับสินค้า

แม้กล่องพัสดุจะดูเหมือนเพียงบรรจุภัณฑ์ชั้นนอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกกล่องให้ถูกต้องกับลักษณะของสินค้าแต่ละประเภทนั้น มีผลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของของที่จัดส่ง และยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และต้นทุนของผู้ส่งในระยะยาว


1. วัดขนาดสินค้าก่อนเสมอ


ขั้นตอนแรกที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ การวัดขนาดของสินค้าอย่างแม่นยำ โดยวัดทั้ง 3 มิติ ความกว้าง ความยาว และความสูง เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าสินค้าจะพอดีกับกล่องที่เลือกหรือไม่ แม้จะฟังดูเป็นขั้นตอนพื้นฐาน แต่ผู้ขายจำนวนมากมักมองข้าม หรือกะด้วยสายตา ซึ่งทำให้เลือกกล่องผิดขนาด จนเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง นอกจากขนาดตัวสินค้าจริง ควรเผื่อพื้นที่สำหรับวัสดุกันกระแทกด้วย โดยทั่วไปแนะนำให้เผื่อด้านละประมาณ 1–2 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถรองหรือห่อหุ้มได้พอดี และไม่แน่นหรือหลวมจนเกินไป


2. กล่องควรพอดีกับสินค้า ไม่แน่นเกินไป ไม่หลวมเกินไป


การเลือกกล่องให้มีขนาดพอดี คือหัวใจของการจัดส่งอย่างมืออาชีพ ซึ่งถ้ากล่อง แน่นเกินไป สินค้าอาจต้องถูกบีบอัดเข้าไปในกล่อง ทำให้เกิดการเสียรูป ถลอก หรือเสียหายโดยเฉพาะสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดเครื่องดื่ม ขวดครีม และหากถ้ากล่อง หลวมเกินไป สินค้าจะขยับไปมาในระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะเวลารถเคลื่อนตัวหรือมีแรงกระแทก ซึ่งอาจทำให้สินค้าภายในกระทบกับผนังกล่อง หรือกระแทกกันเองจนเสียหาย ทางที่ดีที่สุดคือเลือกกล่องที่มีพื้นที่พอดี ซึ่งจะทำให้สามารถจัดสินค้า และวัสดุกันกระแทกได้อย่างลงตัว รวมไปถึงปิดฝากล่องได้แน่นสนิท


3. สำหรับสินค้าหลายชิ้น ต้องคำนึงถึงการจัดวางภายในกล่อง


ในกรณีที่ต้องส่งสินค้าหลายชิ้นในกล่องเดียวกัน เช่น เสื้อผ้าหลายตัว ของใช้เล็ก ๆ จำนวนมาก หรืออุปกรณ์ที่แยกชิ้นแต่ส่งเป็นชุด การจัดเรียงภายในกล่องคือสิ่งที่ต้องวางแผนให้ดี

1. ควรเลือกกล่องที่มีขนาดเพียงพอให้วางสินค้าได้เรียบร้อย โดยไม่ต้องซ้อนทับ หรือบีบอัดสินค้าเข้าด้วยกันมากเกินไป
2. ถ้าจำเป็นต้องซ้อน ควรมีแผ่นรอง เช่น กระดาษแข็งหรือโฟมบางขั้นกลาง เพื่อไม่ให้สินค้าด้านบนกดทับสินค้าด้านล่างจนเสียหาย
3. การแยกชิ้นสินค้าด้วยกระดาษห่อ หรือห่อบับเบิลแบบแยกชิ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะกระแทกกันเองระหว่างการขนส่ง


4. สินค้าเปราะบาง ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับวัสดุกันกระแทก


สินค้าที่แตกง่าย หรือเสียหายได้ง่าย เช่น แก้ว เซรามิก ขวดน้ำหอม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือของที่มีผิวสัมผัสไวต่อแรงกระแทก ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องของพื้นที่ภายในกล่อง

1. เลือกกล่องที่มีพื้นที่เผื่อรอบตัวสินค้าอย่างน้อย 2–3 เซนติเมตร เพื่อให้ใส่วัสดุกันกระแทกได้รอบทิศทาง
2. วัสดุกันกระแทกที่นิยมใช้ เช่น พลาสติกบับเบิล โฟมแผ่นบาง กระดาษคราฟท์ หรือถุงลมกันกระแทก
3. สินค้าควรถูกยึดให้นิ่งในตำแหน่งของมันภายในกล่อง ไม่ให้กลิ้งหรือเคลื่อนที่ได้ เพราะการกระแทกซ้ำ ๆ ถึงแม้จะเบา ก็อาจทำให้ของภายในเสียหายได้

ยิ่งสินค้ามีความเปราะบางมากเท่าไร การเผื่อพื้นที่สำหรับบรรจุภัณฑ์รองรับก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น


เคล็ดลับประหยัดค่าส่งด้วยกล่องที่ใช่


1. ตรวจสอบนโยบายคำนวณค่าขนส่งของแต่ละบริษัท เช่น ไปรษณีย์ไทย, Kerry, Flash, SCG Express
2. บางเจ้าคิดตามน้ำหนักจริง ใช้กล่องใหญ่ไม่เป็นปัญหา
3. บางเจ้าคิดตามปริมาตร ต้องระวังอย่าใช้กล่องใหญ่เกินความจำเป็น
4. ใช้กล่องพัสดุที่พอดีกับสินค้า และแข็งแรง จะช่วยประหยัดทั้งค่าวัสดุกันกระแทก และค่าขนส่ง

แนะนำกล่องพัสดุจาก ATCO

กล่องพัสดุจาก ATCO เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการสร้างความประทับใจให้ลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการจัดส่ง ไปจนถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการส่งของให้ถึงปลายทางอย่างปลอดภัย ATCO ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ และมีมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ กล่องแต่ละใบถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ผลิตจากกระดาษลูกฟูกคุณภาพดีที่มีความหนาแน่นสูง จึงสามารถรองรับน้ำหนัก และแรงกดได้ดีเยี่ยม ไม่ยุบตัวง่ายแม้ในระหว่างการขนส่งที่อาจมีการกระแทกหรือซ้อนทับหลายชั้น มีให้เลือกหลากหลายขนาด ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุสินค้าชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ หรือสินค้าที่ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ กล่องพัสดุจาก ATCO จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ทุกการจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมสร้างความมั่นใจว่าของที่ส่งจะถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัยในทุกครั้งที่ใช้งาน

การเลือกกล่องพัสดุที่ถูกต้อง คือหัวใจสำคัญของการจัดส่งสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะขายของออนไลน์หรือส่งของให้คนรู้จัก กล่องเบอร์ที่ใช้ตัวอักษร A ถึง H ช่วยให้เลือกกล่องได้ง่าย และตรงกับสินค้า โดยไม่ต้องเดาให้เสียเวลา กล่องที่เหมาะสม ไม่เพียงป้องกันความเสียหายของสินค้า แต่ยังช่วยควบคุมต้นทุนการขนส่ง ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน และช่วยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นอย่างชัดเจน